Flash = ชั่วอึดใจเดียว  

Card = กระดาษการ์ด

 

ดังนั้น Flash card จึงแปลว่า การ์ดที่ปรากฎเพียงชั่วแวบเดียว 

 

เทคนิคการใช้ Flash cardช่วยจำนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมานานแล้ว โดยหลักการใช้ที่ถูกต้องคือ ผู้ใช้จะดูการ์ดแต่ละใบเพียงแวบเดียว(rapidly shuffle) ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่การท่องซะทีเดียว แต่มันคือการมองเห็นบ่อยๆ ข้อมูลที่จะจำได้จึงขึ้นอยู่กับว่าได้เห็น Flash cardนี้บ่อยเท่าไหร่

 

หลักการใช้ Flash card

- rapidly shuffle Flash card

- ดูบ่อยๆ มีเวลาแม้เพียงเล็กน้อยก็หยิบขึ้นมาดู

- พลิกดูทั้งสองด้าน เช่น เห็นข้างหลังก็ตอบได้ว่าข้างหน้าคืออะไร

- พกไปทุกๆที่


Flash cardนี้สามารถใช้ได้ทั้งท่องคำศัพท์, review main idea , เตรียวตัวสอบโดยเขียนคำถามและคำตอบลงไปคนละด้านของการ์ด ,ใช้ทำความเข้าใจในเนื้อหาที่ซับซ้อนหรือมีtermsเยอะๆ etc.,

 

สิ่งสำคัญของการใช้ Flash cardนี้คือ ไม่ใช่การท่องแต่เป็นการดูผ่านตาบ่อยๆ จึงไม่เป็นการยัดเยียดจนมากเกินไป รวมทั้งยังมีรูปภาพประกอบและสีสันที่ดึงดูดใจด้วย

 

Entryหน้าจะเขียนเกี่ยวกับหลักการทำ Flash card  

 

ตัวอย่างFlash card

 

 

 

 

 

  • ซิ่ว , ซิ่ล , สิ้ว ไม่มีคำนิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
  • คำ "เด็กซิ่ว" ว่ากันว่ามาจาก "Fossil" ในภาษาพม่าน
  • เด็กซิ่ว หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เฟรชชี่หลายสถาบัน" นิยมใช้เรียกนิสิต-นักศึกษาที่เคยศึกษาในมหาวิทยาลัยอื่นมาก่อน และจากมาด้วยเหตุผลที่ต่างๆ กันออกไปหลายประการ เช่น ตกออก (retire), ลาออก ฯลฯ ซึ่งส่วนมากมักเป็นกรณีแรก
  • เด็กซิ่ว มักเรียนเก่งถึงเก่งมาก ตอนปี 1 (เพราะเคยเรียนมาแล้วจากสถาบันเก่า) สำหรับปีต่อๆ ไปนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล
  • เด็กซิ่ว คือผู้เคยล้มมาก่อน มักมาพร้อมประสบการณ์ ถ้าเด็กซิ่วแนะนำเรื่องดีๆ ควรเชื่อมัน แต่ถ้ามันชวนไปกินเหล้าก่อนสอบพึงระวังให้ดี เพราะ "ซิ่ว" กำลังพยายามหาทายาทสืบทอด คนโชคร้ายคนนั้นอาจเป็นคุณ
  • เด็กซิ่ว สถิติสูงที่สุดที่เคยเจอมา คือ มีรหัสนักศึกษาปริญญาตรี 3 ชุด (2 สถาบัน, ซิ่วสถาบันสุดท้าย 2 ครั้งซ้อน, การซิ่วครั้งสุดท้ายใช้เวลาเรียน 8 ปีบริบูรณ์ จบปริญญาตรีตอนอายุ 32)
  • 3ชุดยังเด็กๆ เคยเจอรึยัง 4 ชุด ปัจจุบันยังไม่จบ มีแนวโน้มว่าจะมีภาค 5
 (จากhttp://th.uncyclopedia.info)
 
ที่เราเกริ่นนำมาด้านบนนั้นคือคำหมายและลักษณะของเด็กซิ่ว  อันตัวเรานี้ก็เป็นเด็กซิ่วมาก่อน เหตุผลที่ซิ่วคือพอเรียนๆไปแล้วมันไม่ชอบคณะนี้ก็เลยอยากเปลี่ยน คือทีแรกเราสอบไม่ได้คณะที่ตั้งใจไว้ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นคณะนี้แทนซึ่งเราก็ชอบเหมือนกัน แต่พอเรียนไปๆก็กลับพบว่ามันก็ไม่ชอบบบบบ~
 
เราเป็นเด็กadmissionรุ่นแรกคือเข้ามหาลัยด้วยรหัส49 ตอนนั้นการสอบเข้ามหาลัยเพิ่งเปลี่ยนระบบ จากสอบได้ปีละสองครั้งเป็นปีละครั้งเดียว เรียกว่าครั้งเดียวตัดสินชีวิตเลย ลักษณะแนวข้อสอบก็เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ทำให้สถาบันกวดวิชาแต่ละสำนักออกมาเก็งข้อสอบกันใหญ่โดยใช้ข้อสอบระบบเอ็นท์เก่า ข้อสอบโควต้า และข้อสอบสอบตรงโครงการอื่นๆมาเป็นแหล่งอ้างอิง ที่เด็ดสุดคือมีข้อสอบแบบเติมคำและerror checkออกมาด้วย 
 
จากลักษณะข้อสอบที่เปลี่ยนไปก็ยิ่งทำให้การอ่านหนังสือย่อมยากขึ้นไปด้วย เพราะเราก็ไม่มั่นใจว่าจะสโคปไปที่ไหนดี แล้วมันจะเหมือนปีเก่าๆป่าวหว่า และยิ่งไปกว่านั้น ข้อสอบO-netมันคืออาร้ายยยย~ ทำให้พวกเราเด็กแอดรุ่นแรกเรียนพิเศษกันมากขึ้นไปอีก เรียนกันจนแทบจะไม่ได้พัก ยิ่งที่ไหนเปิดคอร์สที่เก็งA/O netนะ จะยิ่งhotเป็นพิเศษ แทบจะขี่คอยืนกันเลยทีเดียว แถมยังมีการหุ้นกับเพื่อนจากครูมาสอนเลขตอนสิบวันสุดท้ายก่อนสอบด้วยนะ ตอนเย็นก็ต้องไปเรียนวิชาสังคมที่pinnacleกับอ.ชัย(ตอนนั้นเป็นสังคมสมมิตร) เรียนสองวันคือวันอังคารกะวันอะไรอีกวัน ตอน5โมงเย็นถึงทุ่มนึงหรือทุ่มครึ่งเนี่ยแหละ
 
หลังจากผ่านการเรียนอันทรหดก็ได้เวลาขึ้นสังเวียนแล้วสิ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะสอบO-netก่อนมั้ง เราได้สอบที่สาธิตเกษตร ได้เจอแพนเค้กด้วยแหละ พอเข้าไปในห้องสอบปุ๊บก็รุ้สึกตื่นเต้นมาก ใจงี้จะหลุดออกมา พอเค้าบอกให้เปิดข้อสอบได้ก็รีบเปิดแล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่านโจทย์ใหญ่
 
บร๊ะเจ้า!! นี่มันข้อสอบโลกไหนฟะ อะไรที่ควรออกก็ไม่ออก มันไปขุดอิซอกไหนมาออกฟะ
 
ยิ่งพอผ่านไปแต่ละวิชาๆ ก็ยิ่งงงและเมาาาาาตัวหนังสือ ยิ่งเจอerror checkเข้าไปก็ยิ่งมาววววววว
 
จนกระทั่งสอบเสร็จเริ่มลนลานแล้วไง ข้อสอบO-netมันยังเมาขนาดนี้ แล้วA-netมันจะเป็นยังไงเนี่ย เราก็รีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือต่อ ก็ทวนสูตร ทำโจทย์ไรประมาณเนี้ยแหละ แล้ววันสอบA-netก็มาถึง เราไปสอบที่มหาลัยรัตนบัณฑิต คราวนี้มีข้อสอบเติมคำด้วยนะ ทั้งเลข เคมี ฟิสิกส์เลย 555ทำไม่ทันซักกะอย่าง พอจะหมดเวลาก็ฝนมั่วเลยค่ะ
เราก็ทำๆไปจนสอบเสร็จทุกวิชา พออกมาจากห้องสอบคนก็มาเฉลยกันใหญ่เลย
 
"ข้อนี้ตอบxxxใช่ป่ะ?"
"อ้าว...ไม่ใช่yyyหรอ?"
 
ไม่อยากจะฟังเลยค่ะ เหมือนไม่เหมือนไม่รู้ แต่ช้านนนไม่ฟังแกเฉลยแหล่ว กลับบ้านดีกว่า กลับมาถึงก็นอน กิน อ่านการ์ตูน อ่านฟิคไปเรื่อย ก็รอว่าเมื่อไหร่จะประกสศคะแนน มันเลื่อนไปเลื่อนมาอยู่นั้นแหละ คนรอก็ลุ้นจนจะหัวใจวายตายแล้ว  และวันหนึ่งในตอนกี่โมงไม่รู้ ก็ประกาศคะแนนออกมา~!!! 
 
 

คิดจะทำก็จงเริ่มทำซะ

posted on 14 May 2010 17:26 by inzaminniejj  in STUDY

เมื่อคิดจะทำก็จงลงมือเริ่มทำซะเดี๋ยวนั้น!! มันจะทำให้เรามีเวลามากขึ้น

แม้เพียงแค่หนึ่งนาทีก็ยังดี

ซึ่งการทำแบบนี้มันตรงกับแนวคิดของเราที่ว่า

เงินเสียไปยังหาใหม่ได้แต่เวลาเสียแล้วเสียเลย 

 

พยายามจะหาวิธีการเรียนแบบใหม่ๆอยู่ ไอ้พวกshort noteก็เบื่อแล้ว

แต่ที่ยังใช้อยู่บ่อยๆคือ mind mapแต่ไม่ทำสวยหรอก ขี้เกียจ

จะใช้ตอนพวกที่แยกเป็นหลายๆหัวข้อ หรือซับซ้อนจนเข้าใจยาก

ตอนนี้ว่าจะลองทำnote cardดู กำลังหาแบบสวยๆอยู่

 

ที่สำคัญต้องอ่านหนังสือและจำโดยใช้ประสาทสัมผัสให้มากที่สุดเพื่อผลักดันข้อมูลนั้น

เข้าส่วนที่เรียกว่า long term memory

ตอนนี้ที่ทำอยู่ก็มี

- ใช้สีไฮไลต์

- ทำmind map/ย่อสั้นๆในกระดาษ

ว่าจะหาเพลงบรรเลงมาเปิด หาเทียนหอมมาจุด แล้วก็ออกเสียงตอนท่องด้วย

 แล้วก็อะไรสำคัญมากๆก็จะขีดเส้นใต้

 

นอกจากนี้ต้องนอนให้พอเพราะกลางคืนสมองจะจัดระเบียบข้อมูล

ถ้านอนไม่พอก็จะทำให้มีข้อมูลยุ่งเหลิงอยู่ในสมองเต็มไปหมด

เปลืองRAMเปล่าๆ

และพยายามจะอ่านหนังสือตอนกลางวันด้วย

 อะไรที่ผ่านไปแล้วจะเอามาเขียนลงบล็อกเพื่อลดภาระของสมอง

จะได้ไม่ต้องจำให้วุ่นวาย 

 

บูรินน้อย View my profile

Favourites